Key takeaways
- PRS รุ่นสารพัดเสียง ที่คราวนี้มาใน ซีรีส์ S2 (Made in USA ราคาประหยัด) ติดปิคอัพ PRS USA ทั้งเซ็ต
- ผสมเสียงได้เป็นสิบๆ แก๊กผสมเล่นสนุกทุกแก๊ก แนวเสียงโดยรวมคือโทนวินเทจ หวาน กว้าง เหมาะกับแนววาไรตี้ เพลงตลาด classic rock, blues ถ้าเล่นคลีน เล่นแตกก้อน จะเหมาะมาก
- น้ำหนักค่อนข้างเบา (ตัวทดสอบหนัก 3.17 กก.) หรือเบากว่ารุ่น Custom 24 ราวๆ 3-4 ขีดโดยประมาณ
- ราคา 99,400 บาท (12/2025)
PRS รุ่น Special เหรอ มันพิเศษยังไง
เจ้ากีตาร์ที่ชื่อรุ่นแปลว่าพิเศษนี้ ที่จริงก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่เคยมีมาตั้งแต่ยุค 80 แล้ว ผมจะลองไล่เรียง timeline ตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นรุ่น Special จนมาถึง Special เวอร์ชันล่าสุดดูนะครับ
1985 – ย้อนไปในปี 1985 หรือปีแรกของการก่อตั้งแบรนด์ Paul Reed Smith บริษัทไม่ได้ผลิตแค่รุ่น PRS Guitar (บอดี้มาฮอกกานีล้วน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นรุ่น Standard) กับ Custom เท่านั้น แต่ยังมีความพยายามนำเสนอรุ่นที่เอาใจสายเฮฟวี่ สายปั่น ซึ่งเป็นแนวเพลงที่กำลังมาในยุคนั้น ด้วยการนำเสนอกีตาร์รุ่น Metal ซึ่งความจริงมันก็คือเอารุ่น PRS Guitar มาพ่นลาย pinstriped graphic แบบที่คนอเมริกันยุคนั้นนิยมพ่นเป็นลายบนรถมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กัน แต่ดูเหมือนจะเป็นการตลาดที่แป้กสนิท เพราะจากที่ได้ข้อมูลมา PRS ผลิตรุ่นนี้ระหว่างปี 1985 – 1986 รวมจำนวนแค่ 35 ตัวก็ต้องยกเลิกไป คงมีอะไรไม่ตรงใจลูกค้าสายเฮฟวี่แหละ

Photo credit: ish.guitars
1987 – แต่ PRS ยังไม่ละความพยายามในการผลิตกีตาร์เอาใจสาย hard rock ในปี 1987 ก็เปิดตัวกีตาร์รุ่น Special ที่ดูเผินๆ เหมือนรุ่น Standard แต่มันมากับสิ่งใหม่เอาใจสายร็อค โดยอัพเดทสเปคให้แตกต่างจากรุ่น Standard และ Custom หลายอย่าง ดังนี้
- เชพคอบาง Wide Thin (Standard กับ Custom คอเป็นเชพ Standard ซึ่งหนากว่า)
- ปิคอัพตัวแรงในตำนาน รุ่น HFS (ย่อมาจาก hot, fat and screams) เป็นปิคอัพเอาท์พุทแรง ต่างจากปิคอัพรุ่น Standard set ที่ติดมากับกีตาร์รุ่น Standard กับ Custom ในเวลานั้น ซึ่งมี output ต่ำกว่ามาก
- Tone pot แทนที่ Sweet Switch
- ช่องคันโยกที่ถูกคว้านด้านหลังมากกว่ารุ่น Custom ทำให้สามารถดึง pitch ได้สูงกว่า ส่วนปิคอัพตำแหน่ง neck ที่ดูเหมือน humbucker นั้น จริงๆ แล้วเป็น single coil ซึ่งต่อมาในปี 1989 ปิคอัพตำแหน่งนี้ได้เปลี่ยนเป็น humbucker รุ่น Vintage Bass ที่เพื่อนๆ อาจคุ้นชื่อในยุคหลังนั่นเอง

Photo credit: soundpure.com
แม้นำเสนอสเปคที่ดีต่อการใช้งานของสายร็อคมากขึ้นแล้ว แต่ PRS Special เวอร์ชันแรกเริ่มนี้ก็อยู่ในสายการผลิตได้แค่ 5 ปี แล้วก็เลิกผลิตไปพร้อมกับรุ่น Studio (เวอร์ชันแรก) ในปี 1991 แต่การมาของมันก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะในเวลาต่อมา PRS ก็ใช้สเปคหลายอย่าง ทั้งเชพคอ ปิคอัพ โรตารี่ ของ original Special ไปอัพเดทในรุ่น Standard และ Custom เจนใหม่ในปี 1991 นั่นแหละ
1996 – หลังจากย้ายการผลิตมายังโรงงานแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า เครื่องมือที่ทันสมัย มีความแม่นยำมากกว่า PRS ก็เปิดตัวกีตาร์รุ่นใหม่มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Swamp Ash Special ที่ครั้งนี้ชัดเจนว่าเปลี่ยนจากพยายามขายสาย hard rock ในอดีตแบบงงๆ มาเป็นสร้างโทนแนว Fender ชัดๆ ไปเลย เพราะ Swamp Ash Special มากับบอดี้ทำจากไม้ swamp ash คล้ายกับกีตาร์ Fender หลายรุ่น คอก็ทำจากไม้เมเปิลเข้าคอด้วยสกรู อีกทั้งปิคอัพยังเป็น 3 ตำแหน่งคล้ายๆ สตรัท มีตัวกลางซึ่งเป็น Seymour Duncan Vintage Rail ไว้เป็นแก๊กผสมตัดคอยล์ตัว neck ได้ ปิคอัพ Vintage Rail ที่จริงมันก็คือ humbucker หน้าแคบชนิดหนึ่งนั่นแหละ ไม่ใช่ single coil แต่ก็ให้คาแรคเตอร์บางอย่างที่ใกล้เคียงกัน Special เวอร์ชันนี่ผลิตอยู่นานตั้งแต่ปี 1996 – 2009 จะว่าไปก็เหมือนเป็นต้นแบบของ Special ในยุคถัดๆมา
ผมเคยรีวิว Swamp Ash Special เวอร์ชันสองไว้ด้วย สนใจลองอ่านกันดูได้ครับ
2010 – PRS เปิดตัวรุ่น 25th Anniversary Swamp Ash Special Narrowfield เป็นรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 25 ปีการก่อตั้งบริษัท แม้ 25th SAS จะผสมเสียงได้แค่ 5 แก๊ก และผลิตอยู่แค่ 2 ปีเพราะเป็น limited edition จนอาจไม่ค่อยมีคนจำมันได้มากนัก แต่ไฮไลท์ของมันในเวลานั้น คือเป็นจุดเริ่มต้นของปิคอัพรุ่นใหม่ 57/08 Narrowfield ของ PRS ซึ่งจะใช้ปิคอัพแบบนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

(Photo credit: guitarchimp.com)
2018 – รุ่น Special กลับมาในรูปแบบ Special Semihollow แบบ set neck เปิดตัวใหม่ในแบบลิมิเตดในงาน Experience PRS 2018 สเปคใหม่หมด เริ่มต้นจากบอดี้มาฮอกกานี ท็อปเมเปิล คอมาฮอกกานีเข้าคอด้วยกาว แต่บอดี้เจาะ semi กับมี f-hole หนึ่งรู ปิคอัพ 58/15 MT กับ Narrowfield ตรงกลาง และครั้งแรกในรุ่น Special กับระบบตัดคอยล์แบบ mini toggle สองตัว ทั้งหมดนี้ทำให้มันผสมเสียงได้ถึง 12 แบบ ซึ่ง Special Semihollow Experience PRS 2018 Ltd ก็เป็นล็อตเปิดตัว Special Semihollow ของ Core Series ซึ่งผลิตแบบ mass production มาจนถึงปัจจุบัน (2025)


2025 – ในขณะที่ Special Semihollow ของ Core Series ยังผลิตอยู่ ในปี 2025 PRS ก็เปิดตัว Swamp Ash Special เวอร์ชันสาม หลังจากหายหน้าหายตาจากสายการผลิตในโรงงานที่ USA ถึง 14 ปี ซึ่งผมเขียนรีวิวไว้แล้ว กดอ่านได้ที่นี่ครับ

นอกจากนี้ในปีเดียวกันก็ยังมี SE Special ด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกของตระกูล Special ในไลน์ผลิต SE กีตาร์รุ่นนี้มากับบอดี้ swamp ash คอ maple bolt-on ปิคแบบ HSH ประกอบด้วยรุ่น 85/15 ‘S’ หน้า-หลัง และ single coil รุ่น AS-01 ตรงกลาง ผสมเสียงได้ 10 แบบ

Photo credit: prsguitars.com
ปิคอัพดูคล้าย HSH แต่ที่จริงคือ HHH แต่ต่างจากรุ่น Studio ตรงที่ Special ผสมเสียงได้เป็นสิบ แนวเสียงโดยรวมคือโทนวินเทจ

ขอสรุปเพื่อป้องกันการสับสน คือนับจากปี 2018 เป็นต้นมาจนถึงปี 2025 กีตาร์ตระกูล Special มีลักษณะโครงสร้าง 2 แบบ ได้แก่
- Special Semihollow (Core Series, S2, SE) – บอดี้ mahogany เจาะ semihollow, ท็อปเมเปิล, เข้าคอแบบ set neck
- Swamp Ash Special (Bolt-on USA, SE) – บอดี้ swamp ash ตัวตัน, คอเมเปิล, เข้าคอแบบ bolt-on
ซึ่งน่าสังเกตว่า Special เกือบทุกรุ่นย่อย มากับปิคอัพแบบ full-size humbucker สองตัวหน้า-หลัง แต่ตัวกลางเป็น mini humbucker รวมถึง S2 Special Semihollow 2025 ที่ผมจะรีวิวในวันนี้ด้วย
สเปค
- Model: S2 Special Semihollow (2025)
- Country of origin: USA
- Construction: set
- Body wood: mahogany, semi-hollowbody
- Top wood: maple, bevelled with single f-hole
- Neck wood: mahogany, scarfed joint under nut area
- Neck shape: Pattern Regular
- Fingerboard: Rosewood
- Fingerboard inlay: birds, plastic
- Scale length: 25″
- Fingerboard radius: 10″
- Electronics
- Pickups
- Bridge: PRS 58/15 LT
- Middle: PRS Narrowfield
- Neck: PRS 58/15 LT
- 1x 5 way blade main pickup selector
- 2x mini toggles for coil tap
- 1 volume, 1 tone
- Pickups
- Tuners: PRS Phase III locking, ivoroid plastic wing buttons
- Bridge: SE tremolo
- Finish: PRS gloss nitro
- Accessories: PRS Premium Gig Bag and adjustment tools
สัมผัส
Construction and Appointment
อย่างที่ผมบอกไปในหัวข้อที่แล้ว ว่า ณ ปัจจุบันกีตาร์ตระกูล Special ของ PRS แบ่งโครงสร้างออกเป็นสองแบบ ตัวนี้เป็นแบบบอดี้มาฮอกกานีเจาะ semihollow หมายความว่า S2 Special Semi ตัวนี้ไม้หลังเป็นมาฮอกกานีแผ่นเดียวมาตรฐานเดียวกับ Core Series คว้านเนื้อไม้บอดี้บางส่วนออก ปะหน้าด้วยไม้ท็อปเมเปิลปาดเหลี่ยมมุมออก (asymmetrically beveled top) แล้วเจาะรู f-hole บนบอดี้ฝั่งสายเบส กระบวนการนี้ช่วยให้โทนอคูสติกดังออกมามากขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อเนื้อไม้บอดี้บางส่วน หายไป น้ำหนักก็จะเบาลงกว่าพวกที่ตัวตันๆ อีกด้วย บอดี้มีความหนา 45 มิลลิเมตรตามปกติของ S2 ส่วนใหญ่





หัวกีตาร์ finished ด้วยการพ่นสีเอา ไม่ได้แปะ rosewood veneer แพงๆ แบบ Core Series ปีใหม่ๆ โลโก้ลายเซ็นก็ใช้ decal แปะเอา ฟิงเกอร์บอร์ดเป็นไม้ rosewood เรเดียส 10 นิ้วตามสูตรยี่ห้อนี้ ซอยช่องมา 22 เฟรท อินเลย์นกทำจากพลาสติก


เนื่องจาก Special ตัวนี้เป็นบอดี้มาฮอกกานี สูตรการทำคอก็เป็นมาฮอกกานีเข้าคอด้วยกาว คอเป็นเชพ Pattern Regular ซึ่งตรงกลางคอจะเป็นสัน V นิดๆ ลึกกว่าเชพ Thin เล็กน้อย ส่วนคอประกอบขึ้นจากการต่อไม้แนวขวางรวม 3 ชิ้นซึ่งเป็นกระบวนการผลิตแบบประหยัดทรัพยากรของ S2 Series



Hardware
ลูกบิดของ S2 ปี 2025 มีการอัพเดทสเปค เช่นตัวนี้ มากับลูกบิดล็อกสาย Phase 3 เปิดโชว์เฟือง เสาทองเหลือง ติดใบทรงใหม่เรียกว่าทรง Wing วัสดุพลาสติกน้ำหนักเบา สีงาช้าง สวยงาม จากการทดลองหมุนตั้งสายคือฟีลโคตรดี เพราะใบกว้างขึ้นก็จับถนัดขึ้น และให้ leverage ในการหมุนที่ได้แรงมากกว่าใบเหล็กแบบเก่าอีกด้วย ส่วนนัทใช้วัสดุคอมโพสิตแบบเดียวกับที่ติดมากับ Core Series หลายรุ่น

คันโยกยังใช้ของ SE บล็อกเหล็กตามสเปคดั้งเดิมของ S2 Series ซึ่งจากที่ผมใช้งานมาทั้งของ SE และ Core ส่วนตัวก็ไม่รู้สึกว่าของ SE มีปัญหาใดๆ ในการใช้งาน โทนเสียงต่างกันเพราะวัสดุต่างกัน (เหล็ก vs ทองเหลือง) แต่ผมว่าก็ดีไปคนละแบบ กีตาร์ดังๆ ระดับโลกมากมายเขาก็ใช้แค่บล็อกเหล็ก
ฝา cavity covers ด้านหลังถูกติดตั้งมาแบบแปะไว้บนผิวบอดี้ตรงๆ ไม่ได้ฝัง (recess) เสมอตามแนวระนาบผิวบอดี้อย่าง Core Series สาเหตุหลักผมคิดว่าเนื่องจากบอดี้ของ S2 ออกแบบมาให้มีความหนาไม่มาก แค่พอดีสำหรับการวางชุดคันโยกของ SE แทบจะเป๊ะๆ จึงไม่สามารถใส่ฝาที่จมเข้าไปในเนื้อบอดี้ได้ เพราะฝาหลังอาจไปกีดขวางแนวการเคลื่อนที่ของบล็อกคันโยกได้ (อันนี้ความคิดส่วนตัวล้วนๆ จากการสังเกตนะครับ) แต่ถ้าจะมองให้ง่ายกว่านั้นคือธงของซีรีส์ S2 คือสร้าง PRS made in USA ในราคาแค่ครึ่งต่อครึ่งของ Core Series แค่ฝาปิดหลัง เอาจริงมันก็แทบไม่มีผลอะไรกับการเล่น ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ก็เอาแค่นี้แหละ ประหยัดเวลาผลิตดี และเวลาก็คือต้นทุนอย่างหนึ่ง ถ้าประหยัดได้ก็ขายถูกลงได้



Photo credit: prsguitars.com
ฝา knobs ใช้แบบ Lampshade (USA) แบบเดียวกับที่ติดมากับ Core Series รวมถึงจุก blade selector ด้วย นอกจากนี้ตรง output jack ก็เป็นแผ่นโลหะแบบเดียวกับ Core Series


Electronics
แน่นอนว่าลักษณะเฉพาะของ PRS ตระกูลนี้ก็คือ pickup configuration แนวๆ hum-single-hum แต่ในกรณีของ S2 Special Semihollow ปิคอัพตัวกลางเป็น mini humbucker ที่ชื่อรุ่นก็คือ Narrowfield (หรือ NF)ด้วยความที่มันตัวเล็ก หน้าแคบ จึงมีพื้นที่สนามแม่เหล็กที่แคบกว่า full-size humbucker สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ นอกจากให้โทนเฉพาะตัวแล้ว หากสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่าหน้าปิคอัพ NF มันไล่ความสูงเป็นขั้นบันใด นั่นก็เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างหมุด pole pieces กับสายกีตาร์ให้มีความสม่ำเสมอตามแนวโค้งของฟิงเกอร์บอร์ด คือคิดมาละเอียดใช้ได้
ส่วน humbuckers สองตัวหัวท้ายนั่นเป็นรุ่น 58/15 LT เป็นปิคอัพแนววินเทจที่ PRS ใส่มากับกีตาร์ Core Series สายวินเทจหลายรุ่นที่ผลิตตั้งแต่ปี 2015 – 2024 ทั้ง 58/15 LT และ NF ผลิตในโรงงาน PRS ที่อเมริกา
ปิคอัพทั้ง 3 ตัวเลือกใช้ด้วย blade switch 5 ตำแหน่งทำหน้าที่เลือกตำแหน่งปิคอัพ แต่สำหรับปิคอัพ 58/15 LT เรายังมี mini toggles ไว้ตัดคอยล์แยกตัวใครตัวมันได้อีก (สับลงคือเปิดเต็ม สับขึ้นคือตัดคอยล์) ด้วยปิคอัพสามตัวกับสวิทช์อีกสามอัน ปรับไปปรับมากีตาร์ PRS รุ่นนี้จะสามารถผสมเสียงได้มากถึง 12 แบบ




อันนี้เป็นค่า DCR ที่ผมวัดได้ ซึ่งสำหรับตัวเลขของ 58/15 ทั้งสองตำแหน่งผมไม่แปลกใจ แต่สังเกตว่าค่าของ NF ตัวเลขอยู่ราวๆ 55% ของค่าที่เคยวัดได้จากรุ่น S2 Studio ผมเลยสันนิษฐานว่ากีตาร์รุ่นนี้ต่อวงจรปิคอัพ NF ไว้แบบ coil split อย่างถาวรเพื่อใช้เป็นแก๊กผสมโดยเฉพาะ (เราไม่สามารถเปิดใช้งาน NF แบบเดี่ยวๆได้)

S2 special semi – bridge H DCR 
S2 special semi – bridge split DCR 
S2 special semi – NF DCR 
S2 special semi – neck DCR 
S2 special semi – neck split
Accessories and Weight
S2 ปี 2025 มากับกระเป๋าอัพเกรด Premium Gigbag บุหนานุ่ม ขอบนอกแข็งแรง ดูทนทานและสวยงามน่าใช้กว่าแบบเดิมมาก นอกจากนี้ผมสังเกตว่าสายสะพายด้านหลังของ Premium gig bag เย็บติดกับตัวกระเป๋าแบบแยกจากกัน (คล้ายๆกระเป๋าเป้ทั่วไป) ในขณะที่ SE เย็บเชื่อมสายสะพายสองเส้นติดกันไว้ด้านบน ซึ่งแบบ SE ผมสะพายแล้วเจ็บหลังตลอด ไม่รู้เขาทำไปเพื่ออะไร เหมือนไม่คิดให้รอบคอบ ต่างจาก S2 Premium gig bag อันนี้ไม่กดหลังให้เจ็บเลย แถมมีฟองน้ำนุ่มๆ ช่วยลดแรงกระแทกจากโมเมนตัมเวลาเดินแถมช่วยให้ระบายอากาศได้ดีขึ้นด้วย ถ้ามีตังค์ผมก็ว่าจะจัดไว้ใช้สักใบเหมือนกันนะนี่



S2 (2025) Premium gig bag 
SE gig bag
Photo credit: hiendguitar.com
น้ำหนักกีตาร์ทดสอบอยู่ที่ 3.17 กก. เป็นตัวเลขที่จะพบได้ในรุ่น McCarty (25 นิ้ว), Paul’s Guitar, SE CE 24 Standard Satin ถือว่าค่อนข้างเบา ผลจากการถูกคว้านเนื้อบอดี้ออก เอาขึ้นมาวางในท่านั่งเล่นแล้วให้ความรู้สึกสบาย น้ำหนักไม่กดต้นขามาก

ลองเสียงกันหน่อย
ผมทดสอบด้วยแอมป์ PRS Archon 50 (v.2) ออกตู้ PRS Archon 2×12 closed back อัดเสียงด้วย Zoom H5
Clean channel
ทดสอบในแชแนลคลีนแบบไม่ใช้ก้อน overdrive ช่วยดัน ผมเปิดโหมด full humbucker ไว้ทั้งหมดแล้วไล่จากแก๊ก neck humbucker ไล่ลงไปเรื่อยๆ เนื่องจาก S2 Special Semihollow ผสมเสียงได้สิบกว่าแบบ เยอะจนงง บางเสียงใกล้เคียงกันมาก ยากที่จะอธิบาย ผมเลยขอสรุปคาแรคเตอร์เด่นๆ ที่จับสังเกตได้ตามนี้ครับ
- โทนโดยรวมคือวินเทจ ชัดเจน ด้วยย่านกลางเด่นสุด รองมาคงค่อนไปทางโลว์ โทนจึงออกไปทางวินเทจแบบอุ่นๆ กลมๆ อีกอย่างคือมีความโปร่ง ไม่แน่น
- ปิคอัพไม่แรงไม่ว่าแก๊กไหน มันพยายามจะคลีนตลอดเวลา ถ้าอยากให้แรงผมต้องดันแอมป์ช่วยหน่อยนึง
- แก๊กผสมหลายแก๊กฟังดูดี มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะแก๊กที่ผสมกับ NF จะมีความกรุ๊งกริ๊ง ใส เด้ง ยิ่งถ้าตัดคอยล์ผสมด้วยจะยิ่งสดใสเป็นพิเศษ เสียงตัดคอยล์โดดๆ ของ S2 Special Semi ตัวนี้ผมฟังแล้วค่อนข้างเฉยๆ แต่ไฮไลท์มันอยู่ตอนผสมกับ NF ซะมากกว่า แม้จะไม่ถึงขั้นแทนที่เสียง single coil ของสตรัทได้ซะทีเดียว แต่ก็ฟังดูดี และดีพอสำหรับใช้ออกงาน
- แก๊กตัดคอยล์ของปิคอัพ 58/15 LT ตำแหน่ง neck มีอาการวอลุ่มวูบ อาจจะ -40% เลยมั้ง ตัดคอยล์แก๊กอื่นก็มีดรอปบ้างแต่ไม่เยอะจนแปลกเท่านี้ เล็งความสูงปิคอัพก็ดูปกติ ผมไม่แน่ใจว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่า
Lead channel
เทสต์เสียงแตกนี่ง่ายหน่อยเพราะผมใช้แค่ 2 แก๊ก lol เริ่มต้นจากแก๊ก bridge humbucker เล่นริธึ่มกับ อย่างที่บอก ด้วยปิคอัพเอาท์พุทต่ำทั้งเซ็ท headroom มันสูง เวลาเปิดแอมป์หลอดก็ต้องดัน Master ให้ดังขึ้นหน่อยเนื้อเสียงแตกถึงจะเพราะ โทนเสียงแตกที่ได้ผมมีความรู้สึกว่าก็กลางๆ มีความวินเทจหลวมๆ ย่านกลางสบายหูเหมาะใช้ออกงานวาไรตี้หล่อๆ
แก๊ก Neck humbucker ก็แน่นอน อุ่น หวาน ไดนามิคกว้าง ดีดเบาดีดแรงให้เสียงต่างกัน ลดวอลุ่มเสียงก็คลีนขึ้น ฟังดูแพงดี แต่ก็เหมือนที่บอกตอนเล่นคลีน ว่าสำหรับผมนะ กีตาร์รุ่นนี้ถ้าจังหวะที่อยากเน้นคำ อยากโซโล่ จำเป็นต้องใช้ก้อน overdrive ช่วยดันย่าน (ย้ำอีกทีว่า ตามรสนิยมส่วนตัวของผมเอง) ยิ่งคนเล่นเกนเยอะอย่างผมยิ่งขาดไม่ได้ ก็คงบอกได้ว่ากีตาร์ลักษณะนี้อาจไม่ได้ออกแบบมารองรับสายแข็งสายโหดสักเท่าไหร่
อันนี้เผื่อมีใครสงสัยว่าตัวมันกลวงครึ่งนึงแบบนี้ ตอนผมอัดเกนมี feedback บ้างไหม? คำตอบคือ ไม่มีเลยครับ และผมสังเกตว่า noise ต่ำมากด้วย ส่วนนึงคงเพราะปิคอัพมันไม่แรงด้วยแหละ
เทียบกับรุ่น S2 Studio ที่เพิ่งรีวิวไป ต่างกันยังไง?

ทั้งสองรุ่นใช้ไม้ชนิดเดียวกัน ปิคอัพรุ่นเดียวกัน แต่ต่างที่โครงสร้างบอดี้, pickup configuration และระบบไฟฟ้า สรุปความต่างให้แบบไวๆ ดังนี้ครับ
- S2 Studio ผสมได้ 6 เสียง ใช้งานง่าย คลีนกว้างๆ ย่านของปิคอัพ NF มีความกระชับ คลีนชัดเป็นตัว แตกยิ่งเวิร์คเพราะมีความ punchy และเคลียร์ ผมชอบเสียงลี้ดปิคอัพ neck NF เป็นพิเศษ ทั้งหวานทั้งกระชับในเวลาเดียวกัน เหมาะกับวาไรตี้จนไปถึงแตกแบบ hard rock ก็ไหว
- S2 Special Semihollow ผสมได้ 12 เสียง ตัวกึ่งกลวงน้ำหนักจึงเบากว่า โทนมีความวินเทจกว่า อุ่นกว่า โปร่งกว่า เหมาะใช้งานคลีน/แตกกลางๆ/วาไรตี้
สำหรับใครที่อยากอ่านรีวิว PRS S2 Studio กดเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ
PRS S2 Special Semihollow เหมาะ/ไม่เหมาะกับใคร
แนะนำสำหรับ…
- สายวาไรตี้ เน้นเล่นเพลงตลาดหรืออะไรที่ไม่แรงมาก ป๊อป ร็อคทั่วไป บลูส์ แจ๊ซ
- ผสมเสียงได้เยอะมาก และเสียงที่ผสมกับ NF หลายแก๊กใช้เล่นคลีนดีมาก ถ้าเพื่อนๆ เป็นสายทดลองซาวด์ มีความ creative ในการใช้โทนคลีน/แตกกลาง มองไลน์ออกว่าจะเอามันไปใช้อะไรบ้าง กีตาร์ตัวนี้จะครอบจักรวาลมาก แค่ต้องฝึกใช้ระบบของมันนิดนึง
- ถ้าเล่นแชแนลคลีนแอมป์ แล้วใช้เสียงแตกจากก้อนอยู่แล้ว ยิ่งโคตรเหมาะ
- เสียงแตกก็เหมาะกับแนววาไรตี้ เพลงตลาด อะไรก็ได้ที่เน้นแตกหล่อ แตกเพราะ แตกเนื้อสวย
- น้ำหนักเบาเพียง 3 โลนิดๆ คือกว่ารุ่น Custom 24 ประมาณ 3-4 ขีด ถ้าเน้นกีตาร์น้ำหนักเบา S2 Special Semihollowbody ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
แต่อาจไม่เหมาะกับ…
- พวกเมทัลดร็อปสายต่ำๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องปิคอัพไม่แรง แต่เป็นเรื่อง definition ของย่าน highs กับความ tight ของย่าน lows มันไม่ได้จริงๆ เพราะกีตาร์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแนวนั้น
- และคนที่ชอบกีตาร์ที่มันเข้าใจง่าย มีความ intuitive มองปุ๊บรู้ปั๊บว่าใช้ยังไงนี่ อาจไม่เหมาะครับ เพราะระบบผสมเสียงมีความซับซ้อน และในบางกรณี การข้ามเสียงหนึ่งไปอีกเสียงหนึ่งอาจไม่สามารถทำได้ด้วยการสับสวิทช์เพียง 1 ครั้ง
สรุป
สำหรับรีวิว PRS S2 Special Semihollow (2025) ของผมก็มีเท่านี้นะครับ ขอขอบคุณร้าน Music Collection ผู้แทนจำหน่ายแบรนด์ Paul Reed Smith ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ใจดีให้ยืมกีตาร์มารีวิวในครั้งนี้ด้วย ทางร้านได้สนับสนุนค่ารีวิวให้ด้วย ผมยืนยันว่ารีวิวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงครับ อันไหนเหมาะก็บอกดี อันไหนไม่ใช่จุดแข็งของกีตาร์จริงๆ ผมก็จะบอกว่าไม่เหมาะ ไม่เชียร์ซี้ซั้วครับ
เพื่อนๆ ที่สนใจ PRs S2 Special Semihollow สามารถเข้าไปลองได้ที่ร้าน Music Collection ทุกสาขา (แนะนำให้ติดต่อสอบถามสาขาที่จะไปลองก่อน เพื่อเช็กสต๊อกสินค้า) หรือกดที่นี่สั่งซื้อออนไลน์ทางหน้าเว็บร้านครับ
สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจใครรู้จัก PRS มากกว่านี้ก็สามารถตามไป joint group กลุ่มเฟสบุ๊ค PRS Thailand ที่ผมเป็นแอดมินได้ ที่นี่มีอะไรเยอะทั้งข้อมูลและตลาดซื้อ-ขาย PRS ครับ
อันนี้แชแนล Youtube ของผมเองครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิดีโอลองเสียงกีตาร์และเครื่องดนตรี (ทั้งวิดีโอที่อยู่ในบทความรีวิว และอื่นๆ ที่ไม่ได้เขียนรีวิว) ลองเข้าไปดูกันได้ ถ้าถูกใจก็ช่วยกด subscribe เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ
ส่วนอันนี้ Youtube channel ของร้าน Music Collection ตัวแทนจำหน่าย PRS และอีกหลายแบรนด์ดังของไทย เข้าไปติดตามกันได้ครับ (บางทีผมกับร้านก็ collab. กันทำวิดีโอเกี่ยวกับ PRS ครับ)

ขอบคุณที่ติดตามครับผม
-แอดมินหมู-









